วนอุทยานเขาท่าเพชร

    เขาท่าเพชร เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระธาตุศรีสุราษฎร์ พระธาตุเจดีย์รูปลำเทียนที่สวยงาม ปูชนีสถานแห่งแรกของชาวบ้านดอนที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของพี่น้อง และบนยอดเขายังร่มรื่น มีศาลาชมวิวซึ่งเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นตัวเมืองทั้งเมือง ไปจนสุดสายตาถึงทะเลอ่าวบ้านดอนกันเลยทีเดียว

ประวัติความเป็นมา

     เขาท่าเพชรประกอบด้วยภูเขาขนาดย่อมติดต่อกัน 3 ลูก ทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ยาวประมาณ 8 กิโลเมตร ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีหน้าผาสูงชันมาก บริเวณเชิงเขาโดยรอบเป็นที่ราบและมีพื้นที่ราบแคบ ๆ บนสันเขาบางตอน ยอดเขาลูกกลางสูงที่สุด สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 210 เมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 2,906 ไร่ (4.65 ตารางกิโลเมตร) ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี 2508 ต่อมาจึงเปิดเป็นวนอุทยานเขาท่าเพชร ในปี พ.ศ. 2519 กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ได้สำรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวและพบว่า เหมาะสมที่จะใช้เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติด้านป่าไม้และ สัตว์ป่าแก่ประชาชนทั่วไป จึงได้ยกเลิก วนอุทยานเขาท่าเพชร และจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาท่าเพชร เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2519 และเนื่องจากป่าเขาท่าเพชรมีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่ประจำและอพยพย้ายถิ่น มาอยู่อาศัยอยู่จำนวนมาก กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ จึงได้ดำเนินการเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ ป่าเขาท่าเพชร อีกแห่งหนึ่งด้วย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 68 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2520 ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น "สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาท่าเพชร

      เขาท่าเพชร ในอดีตป่าเขาท่าเพชรเป็นป่าดงดิบชื้น แต่ถูกทำไม้มาแล้วและยังมีราษฎรบุกรุกพื้นที่อีก ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้ปลูกสวนป่าขึ้นทดแทนไม้ที่ถูกทำลายในบางส่วน  และจัดการพื้นที่เพื่อการศึกษาให้ความรู้ด้านป่าไม้ สัตว์ป่า รวมทั้งระบบนิเวศในผืนป่า ให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป บนเขาท่าเพชร เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระธาตุศรีสุราษฎร์ พระธาตุเจดีย์รูปลำเทียนที่สวยงาม ปูชนีสถานแห่งแรกของชาวบ้านดอนที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของพี่น้อง ชาวบ้านดอน และบนยอดเขายังร่มรื่น มีศาลาชมวิวซึ่งเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นตัวเมืองทั้งเมือง ไปจนสุดสายตาถึงทะเลอ่าวบ้านดอนกันเลยทีเดียว

ที่ตั้ง

ริมทางหลวงหมายเลข 4009 ในเขต ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ห่างจากตัวเมือง 13 กม.

สิ่งที่น่าสนใจ

กิจกรรมที่น่าสนใจในเขาท่าเพชร
• ศึกษาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์

         

• ชมทิวทัศน์เมืองสุราษฎร์ธานี

       

 • สักการะพระธาตุศรีสุราษฎร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

    

ประวัติ พระธาตุศรีสุราษฎร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

          ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ในปี พ.ศ.2499 ชุมชนบ้านดอนยังมีขนาดเล็กกว่านี้มาก เมืองบ้านดอนพัฒนาขึ้นจากริมแม่น้ำตาปี ในวงโอบของคูเมืองคือตั้งแต่บริเวณสถานีดับเพลิงไปถึงตลาดล่างในปัจจุบัน โดยมีถนนหน้าเมือง เชื่อมระหว่างวัดไตรธรรมาราม( วัดสามหม้าย )กับวัดพัฒนาราม ( วัดหลวงพ่อพัฒน์ )อยู่ด้านหลังของเมือง ย่านธุรกิจการค้าในยุคนั้นเกิดขึ้นภายในบริเวณนี้ บ้านดอนอยู่ในทำเลที่ดีมากมีสายน้ำใหญ่อยู่ข้างหน้า มีเขาสูงค้ำกำบังอยู่ข้างหลัง แม้จะอยู่ติดแม่น้ำ น้ำก็ท่วมไม่ถึง มีคลองเล็กคลองน้อยมากมาย การเดินทางสะดวก ผู้คนกินดีอยู่ดี สงบสุข สมนามพระราชทานสุราษฎร์ธานี เมืองแห่งคนดี

         ในเวลานั้นบ้านดอนยังไม่มีปูชนียสถาน หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง จะมีก็เพียงวัดวาอารามเพื่อประกอบกิจทางศาสนา ซึ่งก็มีอยู่หลายวัดกระจายอยู่ทั่วไปทั้งนอกเมืองและในเมือง จึงเริ่มมีการคิดถึงสถานที่ที่จะเป็นศูนย์รวมใจ ที่ชาวบ้านดอนได้มีส่วนร่วมกันสร้างขึ้น จุดเริ่มต้นของการนี้เกิดขึ้นที่ร้านกาแฟเย็นเย็นใกล้สี่แยกไปรษณีย์ ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น มีสมาชิกร้านกาแฟนี้ 5 คนประกอบด้วย

นายวิวัฒน์ จันทราพร           ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช

นายสง่า เบ็ญจพันธ์             ชาวจังหวัดชัยภูมิ

นายเผียน ศุขวิทย์               ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายทองเย็น วรพล             ชาวกรุงเทพฯ

นายผวน แก้วสว่าง             ชาวจังหวัดเพชรบุรี

         ทั้งหมดเป็นพ่อค้าที่ทำมาค้าขายอยู่ที่บ้านดอนมีฐานะปานกลาง มีความคิดเริ่มต้นกันว่า ผู้ที่เกิดทันปี พ.ศ.2500 ซึ่งถือว่าเป็นปีกึ่งพุทธกาล น่าจะทำอะไรเป็นที่ระลึกให้แก่แผ่นดิน และบ้านเมือง จากนั้นก็สรุปกันได้ว่าจะหาซื้อเป็นเจดีย์สำเร็จรูป และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุ ตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสมแก่การสักการะบูชา และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เหมือนที่มีในจังหวัดอื่นแต่ขณะนั้นบ้านดอนยังไม่มี เมื่อได้สำรวจหาสถานที่ก่อสร้างมาหลายแห่งในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะจัดสร้าง ที่เขาท่าเพชร ซึ่งในระยะแรกนั้นกำหนดไว้ที่เชิงเขาท่าเพชร เป็นที่ตั้งเจดีย์เพราะอยู่ใกล้ตลาดบ้านดอน และอยู่ติดกับวัดนิคมธรรมมาราม ในการดำนินการช่วงแรกนั้นมีปัญหาอุปสรรคมาก ทั้งการจัดหาพระบรมสารีริกธาตุ การจัดเตรียมสถานที่ และการจัดการทุนดำเนินการ แต่คณะผู้เริ่มต้นที่เหลืออยู่คือนายวิวัฒน์ จันทราพร นายสง่า เบ็ญจพันธ์ ก็ไม่ได้ท้อถอย แม้ว่าจะต้องหยุดโครงการไประยะหนึ่ง

         เมื่อนายรัศมี นามวงศ์ ย้ายมาเป็นป่าไม้เขต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และรู้เรื่องโครงการนี้ก็เห็นดีด้วย สนับสนุนนายวิวัฒน์ จันทราพรกับนายสง่า เบ็ญจพันธ์ ให้เดินหน้าต่อไป พร้อมทั้งได้พิจารณาเห็นว่าเขาท่าเพชรมีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม มีภูเขาหลายลูกสลับซับซ้อนและต่อเนื่องกัน บางตอนมีหน้าผาชันเป็นการเสริมให้สวยงามยิ่งขึ้น เมื่อมองจากยอดเขาจะเห็นตัวเมือง ทะเลสาบ (บึงขุนทะเล ) แม่น้ำ ทะเลใหญ่กับหมู่เกาะต่างๆ และภูมิประเทศรอบทิศสุดสายตา เป็นทัศนียภาพที่สวยงาม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องทำเลที่ตั้งองค์พระธาตุที่จะจัดสร้าง จึงได้ติดต่อขออนุญาต ในที่สุดกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้ใช้สถานที่ได้ และป่าไม้เขตเองก็ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมมือโดยใกล้ชิด โครงการนี้จึงเริ่มเห็นความชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

        โครงการก่อสร้างองค์พระธาตุบนยอดเขาท่าเพชร ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านดอนและใกล้เคียงทุกหมู่เหล่า ทั้งพ่อค้า ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป มีการจัดทอดกฐินที่วัดนิคมธรรมารามเพื่อหาทุนดำเนินการ โดยมีกลุ่มพ่อค้าไม้ให้การสนับสนุน ทั้งโรงเลื่อยจักรไทย ของนายสัมพันธุ์ เชาวนปรีชา โรงเลื่อย ช.วนกิจ ของนายเชวง ศรีสวัสดิ์ จัดเรือลากจูงบรรทุกคนไปถวายผ้ากฐิน ซึ่งได้เงินจากการทอกกฐิน 30,000 บาท นำมาเป็นทุน จากนั้นจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินงาน และจัดการทุนทรัพย์ การทำงานเริ่มขึ้นด้วยการตัดทางขึ้นเขาท่าเพชร ซึ่งต้องผ่านที่ดินของชาวบ้านหลายราย แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินเป็นอย่างดี อุทิศให้โดยไม่คิดมูลค่าและด้วยความเต็มใจ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากนายเรือง รัตนจันทร์ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองขุนทะเล นำรถแทรคเตอร์ช่วยบุกเบิกทางขึ้นเขา กระทั่งเป็นทางให้รถยนต์ขึ้นถึงยอดเขาได้สำเร็จ ภายในปีนั้นเอง โดยไม่ต้องเสียค่าจ้างใดๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วคณะกรรมการได้ตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า ถนนเรืองรัศมี 1 และตั้งชื่อทางโค้ง 5 แห่งบนทางสายนี้ว่า โค้งประสาทสุข โค้งกาฬแก้ว โค้งนามวงศ์ โค้งจันทราพร และโค้งเบญจพันธ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการจัดสร้างปูชนียสถานแห่งนี้

       เมื่อเริ่มวางแผนการสร้าง แบบร่างขององค์พระธาตุนั้น จะสร้างเป็นเจดีย์สูง 14 วา 2 ศอก ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 5 วา ด้านล่างเป็นโบสถ์ให้ประชาชนเข้าไปนมัสการได้ เป็นแบบที่ใหญ่โตโดดเด่น จึงได้ติดต่อไปยังกรมศิลปากรให้ออกแบบให้ ทางกรมศิลปากรก็ออกแบบและสร้างเจดีย์จำลองขึ้นมาองค์หนึ่ง เป็นเจดีย์ในรูปแแบบที่ผสมผสานศิลปะศรีวิชัยและรัตนโกสินทร์ มีรูปทรงสวยงามมากแต่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างมากมาย เกินวงเงินที่เตรียมไว้มาก จึงต้องมาคิดกันใหม่และสรุปว่าคงต้องสร้างเจดีย์ขนาดเล็กไปก่อน ส่วนในอนาคตก็คงต้องฝากไว้กับคนรุ่นหลังได้สร้างสรรค์ และพัฒนาต่อไป เมื่อตกลงใจอย่างนี้แล้วคณะกรรมการจึงได้มอบหมายให้นายเชื้อ กาฬแก้ว ปรับปรุงแบบและเขียนแปลนก่อสร้างขึ้นใหม่ ได้เป็นพระเจดีย์ลักษณะรูปเทียนทรงกลมเสาหลักไชย สูง 12.50 เมตร ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เสาหลักไชยพระเจดีย์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เวลา 08.30 น.ถือเป็นฤกษ์ลงมือสร้างตั้งแต่นั้นมา ในการนี้ได้มีผู้มอบพระครื่องเพื่อนำมาบรรจุในฐานพระเจดีย์จำนวนหนึ่งด้วย

        พระธาตุเจดีย์บนยอดเขาท่าเพชรองค์นี้ สร้างเสร็จเรียบร้อยในปีถัดมา และได้ทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในวันที่ 2 มิถุนายน 2501 เวลา 10.05 น. ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้นี้ เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่คณะผู้ริเริ่มได้รับมอบจากท่านมหาเจริญ และท่านเจ้าคุณอรรถทัสสี วัดชีโพน อำเภอผักไห่ เจ้าคณะจังหวัดฯอยุธยา ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่วัดไทร และได้รับมอบจาก พลโทถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ผ่านนายโชติ วิชัยดิษฐ์ ผู้แทนราษฎรในขณะนั้นอีกหนึ่งองค์ นอกนั้นยังได้รับจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งพระภิกษุ ทั้งประชาชนมอบพระธาตุของพระสาวกเพิ่มเติมอีก 16 องค์ โดยบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 2 องค์ในโถผอบทองคำ  บรรจุพระธาตุของพระสาวก 16 องค์ ในโถผอบนาค วางซ้อนในผอบเงิน ผอบแก้ว และผอบทองเหลืองชนิดมีเกลียว พร้อมทั้งปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ คู่กับองค์พระธาตุด้วย และเรียกขานพระธาตุองค์นี้ว่า " พระธาตุศรีสุราษฎร์ " เป็นปูชนียสถานแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านดอน เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสุราษฎร์ธานี และถือเป็นพุทธบูชาในวาระกึ่งพุทธกาล นับเป็นความสำเร็จสมดังเจตนาของผู้ริเริ่ม และผู้ร่วมสนับสนุนทุกประการ

       ปี 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสภาคใต้โดยทางรถไฟ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นครั้งแรก ในระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2502 หลังจากเยี่ยนเยียนราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จที่หน้าศาลากลางจังหวัดแล้ว ในเวลาประมาณ 14.00 น.ของวันที่ 27 มีนาคม 2502 ก็ได้ทรงเสด็จฯ ขึ้นไปนมัสการพระธาตุศรีสุราษฎร์ ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้บนแผ่นศิลา และทรงปลูกต้นพะยอมไว้ที่ลานพระเจดีย์ พระองค์ละ 1 ต้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรทิวทัศน์บนพลับพลาที่ประทับ ทรงกล้องส่องทางไกล และทรงกล้องถ่ายภาพ ในการนี้ได้ตรัสชมความริเริ่ม ความร่มรื่น ความเหมาะสมของสถานที่ ล้นเกล้าทั้งสองทรงประทับอยู่ถึง 3 ชั่วโมงจนเลยเวลาในหมายกำหนดการ จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ

                 

          ต่อมาได้มีคณะกรรมการได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมรา ชานุญาตให้พระธาตุศรีสุราษฎร์ได้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อเป็นสิริมงคล และต่อมาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามคำขอพร้อมกับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นเงินหนึ่งหมื่นบาท เพื่อเป็นทุนในการก่อสร้างตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการที่ 1399/2508 ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2508 ทั้งนี้เหล่าผู้เกี่ยวข้องรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้น พ้น พระธาตุศรีสุราษฎร์ จึงได้มีคำเติมท้ายเป็นสิริมงคลยิ่งว่า “พระธาตุศรีสุราษฎร์ในพระบรมราชูปถัมภ์” เป็นต้นมา

     

 

ข้อมูลการเดินทาง

 การเดินทางไปยังเขาท่าเพชร  ใช้ทางหลวงหมายเลข 4009 (บ้านดอน-นาสาร) แยกเข้าสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5 ขึ้นไปบนเขาอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีรถโดยสารผ่านคือ

 - สายสุราษฎร์ธานี-บ้านนาสาร และสายสุราษฎร์ธานี-กระบี

 - รถโดยสารขนาดเล็ก สายมหาวิทยาวัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี และสายนิคมขุนทะเล 

 - รถโดยสารสี่ล้อเล็ก

 

เวลาเปิด-ปิด

 - เปิดเวลา 08.30-17.00 น.

 - มีร้านค้าบนยอดเขา เปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

 

ค่าเข้าชมสถานที่

ไม่มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชม

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ททท. สำนักงานสุราษฎร์ธานี 0 7728 8818-9

Visitors: 97,203